Kunanon Burathep

Welcome to my personal website

ประสบการณ์สมัครทุนปริญญาเอกในต่างแดน

Friday, May 3, 2024, 01:05 AM

มหากาฬ เส้นทางจากเด็กปริญญาโทในไทย สู่ นักเรียนทุนปริญญาเอกในต่างแดน

ออกตัวก่อนว่าในท้ายที่สุดนั้น ผมได้รับทุน EPSRC DTP Studentships ที่ Durham University ในส่วนของเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ จะเป็นการเล่าประสบการณ์ของผม ที่สมัครเรียนปริญญาเอก ตั้งแต่ปลายปี 2022 จนถึงปัจจุบัน ถ้าพร้อมแล้วละก็ ไปทำความรู้จักเรื่องราวบางส่วนของหมีที่อาศัยอยู่ในถ้ำแห่งนี้ได้เลย

ก่อนอื่นเลยต้องบอกก่อนว่า นักเรียนปริญญาเอกในต่างประเทศ โดยส่วนมากจะได้รับทุนหรือเงินเดือน กันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า เราจะต้องรู้ช่องทางการสมัครและทำยังไงก็ได้ให้ได้รับเลือก ซึ่งในแต่ละประเทศ ก็จะมีวิธีการไม่เหมือนกัน

“ประสบการณ์ส่วนตัวของผม” คิดว่าการที่จะได้ไปเรียน PhD ที่ต่างประเทศ 99.11244%(มั่วเลข) มาจากความสามารถ-ศักยภาพ เตะตาคณะกรรมการ ส่วนที่เหลือ คือ โชค, timing หรือ พูดง่ายๆก็คือ “ดวง” นั้นเอง

การที่ผมได้ไปเรียนนั้นน่าจะมาจาก “ดวง” ซะมากกว่า

แต่หากเคยอ่านการ์ตูน Blue lock มาเราก็จะรู้ว่า การที่เราดวงดี situation นี้บังเอิญเกิดขึ้นกับเรา มันสามารถกำหนดได้ ถ้าเราพยายามสร้างโอกาสให้มันเกิดขึ้น ซี่งมาจากความสามารถและศักยภาพของเรา ที่จะทำให้ได้ไปเรียนต่อหรือไม่นั้นเอง

จากแผนคร่าวๆ สู่แผนการดำเนินชีวิตหลัก

ท้าวความย้อนกลับไปเล็กน้อย หลังจากจบปริญญาตรี ราวๆปี 2020 ผมได้วางแผนชีวิตไว้หลวมๆว่า ผมจะเรียนโทให้จบ และ จะสมัครเรียนเอก ต่างประเทศ ให้ได้ แต่เนื่องจากช่วงนั้นเป็นช่วงที่ โคx-19 ระบาด ทำให้ต้องกลับไปอยู่บ้าน จึงได้มีการคุยกับที่บ้านมากขึ้น ได้รับรู้ถึงสถานการณ์ของคนในครอบครัว และ ทำให้รู้ว่า จังหวะเวลาหลายๆ อย่าง ค่อนข้างจะลงล็อค

  • แม่ จะอายุ 60 และ เกษียณจากงานในช่วง กันยายน 2024
  • ป๊า วางแผนว่า จะลาออกก่อนเวลา เพื่อจะได้ใช้เวลาร่วมกับคุณแม่ที่เกษียนแล้ว ในช่วง ต้นปี 2025

หนึ่งในสิ่งที่ผมได้จากแผนนี้ คือ กำหนดเวลา ถึงเขาจะไม่พูด ผมก็รู้ได้ก่ายๆว่าจะทำอะไรก็รีบทำให้เสร็จก่อนปี 2025

กฎที่ตั้งขึ้นเอง

ด้วยแผนที่ ป๊า-แม่ ได้วางไว้ ทำให้แผนของผมชัดเจนขึ้น ดังนี้

  1. เรียนจบโท ไม่เกิน 2 ปี (ไม่เกินปี 2022) ต้องจบ จะได้มีเวลาเตรียมตัวเรื่องปเอก 2 ปี
  2. ถ้า 2 ปี ไม่ได้ไป (2024 ยังไม่มีที่เรียน) ต้องหางานให้ได้ก่อน 2025

กฎ 2 ข้อนี้ อยู่หัวของผม ตั้งแต่ปี 2020 จนมาถึงช่วง สิงหาคม 2022 ผมได้ทำตามกฎข้อแรกสำเร็จ แต่สิ่งที่ไม่ได้เตรียมพร้อมไว้ก่อนคือ เมื่อผมจบแล้ว การไปเรียนเอกต่อต้องทำอะไรบ้าง..? ไม่เคยศึกษาหาข้อมูลเลย เพราะในเวลานั้นคิดแค่เรียนให้จบ


สมัครเรียน ป.เอก ครั้งแรก

หลังจากจบปโทก็รีบหาข้อมูล จนได้รู้ว่าต้องมีคะแนน ภาษาอังกฤษ (IELTS/TOEFL) ช่วงเวลารับสมัครอยู่ในช่วง ก.ย. - ธ.ค. ของทุกๆปี (สำหรับ US University) ตอนนี้ก็จะสิ้นเดือน ส.ค. แล้ว เหลือเวลาเตรียมตัว 3 เดือนเองนะ สิ่งแรกที่ผมทำเลยคือ หาที่เรียนภาษาอังกฤษ ผมจำเป็นต้องใช้คะแนน IELTS 6.5+ ระหว่างนั้นก็ดูว่าต้องใช้เอกสารอะไรบ้างในการสมัครแต่ละมหาลัย Statement of Propose, Personal History Statement, Letter of Recommendation และ ที่สำคัญที่สุด มหาลัย มีเป็น พันๆแห่ง ใน US จะเลือกยังไง เราเลยต้องหาข้อมูลพวกนี้ไปด้วย

  • มหาลัยไหนมีอาจารย์ที่มีความสนใจ ใกล้เคียงเราบ้าง
  • ใช้คะแนน IELTS เท่าไหร่
  • ค่าเรียน-ค่าเทอม เป็นยังไง มีทุนให้ไหม

โดยสรุปการสมัครเรียนป.เอก ครั้งแรก ผมสมัครไป 6 มหาลัย และ ที่น่าเศร้า ไม่มีที่ไหนตอบรับ

นี้คือตัวอย่างไฟล์ Resume, SoP ที่ผมใช้ยื่นในปี 2022 โดยขอปิดข้อมูลบางส่วน

มองหาโอกาสใหม่ สำหรับครั้งสุดท้าย

แต่ในมุมที่ผิดหวัง ก็ยังมีมุมมองอื่นๆให้เราได้พัฒนา จากการค้นหาอาจารย์ไม่ต่ำกว่า 15 คน จากกว่า 10 มหาลัย เราได้เจอหัวข้องานวิจัยที่น่าสนใจพร้อมด้วยเวลาเตรียมตัวใหม่อีก 1 ปี

เริ่มต้นวางแผนใหม่

เราเริ่มตัดใจตั้งแต่ เม.ย. 2023 แล้วหันมาเริ่มวางแผนสำหรับการสมัครรอบถัดไป สิ่งแรกที่เราคิดเลยคือ เราต้องพัฒนาอะไรบ้าง ถึงจะ เตะตากรรมการ (ยังจำ 99.11244% ของเราได้อยู่ใช่ไหม)

  • ทำให้ได้ IELTS 6.5 สิ
    • ไปเพิ่ม part Listening สัก1.0 band ก็ได้แล้ว (จาก 6.0 -> 7.0)
  • SoP ไม่น่าสนใจแน่เลย เพราะตอนเขียนเรายังไม่มีเรื่องที่สนใจได้แต่เขียนกว้างๆ เล่าปัญหาไปนิดหน่อยก็จริง แต่ว่าก็ไม่น่าดึงดูด
    • ได้เจอเรื่องใหม่ ที่น่าสนใจ ปักธงได้เลยว่า จะไปทำสายนี้ จะได้ไปศึกษาปัญหา แล้วเอามาเขียน SoP
  • ต้องมี publication เพิ่ม
  • อย่ายื่นแต่อเมริกาเลย แข่งขันสูงเหลือเกิน ลองไปดูฝั่งยุโรป-อังกฤษกัน

แน่นอนว่า ช่วงระหว่างรอสมัครเรียนในปี 2024 ผมก็อ่านงานวิจัยใน fields ใหม่ ปีนี้เป็นอีกปีที่อ่านเปเปอร์ไปเยอะมาก อ่านเพื่อให้เข้าใจภาพรวมว่า คนในสายนี้สนใจอะไร และ มีแนวทางหลักในการต่อยอดงานวิจัยอย่างไร เพื่อจะได้รู้ว่า ยังมีหนทางไปต่อไหม มุ่งหวังจะมีงานตีพิมพ์สักงานก่อนสมัคร

วันเวลาก็ผ่านไป จนถึงช่วงกันยายน งานตีพิมพ์ก็ดูไม่มีหวัง ถึงเวลาหาอาจารย์และมหาลัย อีกแล้วสินะ แถมยังต้องสอบ IELTS ใหม่แล้วด้วย แน่นอนว่า ในปี 2024 ผมได้ IELTS 6.5 จากการเพิ่ม listening จริงๆ ตามที่คิดไว้ (ผลพวงจากการฟัง podcast, youtube, และ อื่นๆ เป็นภาษาอังกฤษ) ในส่วนของ SoP ก็ดูมีอะไรมากขึ้น มีหัวข้องานวิจัยที่ชัดเจน ว่าอยากทำในทิศทางไหน

ประสบการณ์สอนให้รู้

บทเรียนเมื่อปีที่แล้วยังคงฝังใจ ทำให้ปีนี้หลังจากสมัครมหาลัยในอเมริกาเสร็จ ผมก็ไม่รีรอที่จะหาอาจารย์ในยุโรปต่อ เพราะโดยส่วนมากยุโรปมักจะไม่มี deadline และ เปิดรับสมัครเป็น Job position จึงเก็บไว้ทำช่วงหลังจากจบการยื่นสมัครจากทางฝั่งอเมริกา

ความแตกต่างของการสมัครมหาลัยใน

UK/EU US/Canada
ต้องส่งเมลหาอาจารย์คน นั้นๆเอง เป็นระบบ Admission แค่หาว่า มีอาจารย์คนไหนที่อยากส่งไป
ไม่มีอะไรการันตีว่าจะมีการเปิดรับสมัคร โดยส่วนมากคนที่ได้ไปเรียน ได้ทุนการศึกษา

ในส่วนของยุโรป จะต้องเข้าไปดูในเว็บรับสมัครงานของมหาลัยนั้นๆ โดยปกติผมจะ search ในอากู๋ (“xx university computer science vacancy”) หรือ เมลไปถามอาจารย์คนที่เราสนใจ

ผมจึงเริ่มหาชื่ออาจารย์ และ มหาลัย จากเปเปอร์ในแวดวง-งานที่ผมอยากทำ(คล้ายๆกัน กับตอนหาอาจารย์ในอเมริกา) แต่สิ่งที่แตกต่างกว่านั้นคือ ผมร่างรายชื่อมหาลัยทั้งหมดออกมา แล้ว เข้าไปดูชื่ออาจารย์เป็นคนๆเลย (เท่าที่จำได้ ปีนี้ดูไม่ต่ำกว่า 100 คน) เข้าไปดูว่า ทำงานตรงกับเราไหม ถ้าตรงก็จด ชื่อ, email และ มหาลัยไว้ ใช้หาต่อว่ารับสมัครอย่างไร หรือ มีทุนการศึกษาไหม

แต่อยู่มาวันนึง “ดวง” ที่แปลว่า “ดวง”จริงๆ ก็เข้ามา อาจารย์มะนาว(อาจารย์ที่ปรึกษาตั้งแต่ปตรี-โท) เดินเข้ามาที่ห้องแลป และ หยิบหนังสือมาเล่มนึง เปิดชื่อๆนึงขึ้นมา แล้วชี้พร้อมบอกกับผมว่า ลองไปดูคนนี้สิ เขาน่าจะทำงานคล้ายๆคุณนะ แล้วเดินจากไป. . .

คน คนนั้น เป็นอาจารย์อยู่ที่ Durham University และ ผลงานตีพิมพ์ก็เป็นแนวๆ ใกล้เคียงกับที่เราสนใจ แต่ใจจริงของผม เคยคิดที่จะไม่ส่งเพราะว่าไม่ชอบสภาพอากาศที่ประเทศอังกฤษ แต่พอคิดว่าอย่าจำกัดกรอบเลยเราเลือกที่ถูกใจทุกอย่างไม่ได้ ก็เลยส่งเมลไป

แน่นอนว่า จากกว่า 100 คน มีคนที่สนใจอยู่ 13 คน จาก 9 มหาลัยในยุโรปและอังกฤษ เราได้ทำการส่งเมล หาทุกคนเรียบร้อย แน่นอนว่า ทั้งเนื้อหาใน SoP และ ข้อความใน email เราปรับให้ตรงกับคนนั้นทั้งหมด (ลากเลือดแทบตาย) ซึ่งช่วงที่ส่งอีเมล ก็ลืมคิด ดันเป็นช่วงคริสต์มาสใครเขาจะตอบ ซึ่งก็ใช่กว่าจะเริ่มตอบก็หลังปีใหม่มา

ผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจ

แน่นอนว่า คำตอบที่ได้ มีทั้ง

  • “เราไม่สนใจรับเด็ก เพราะเราไม่มีเงิน และ เวลา ให้หนะ”
  • “ถ้าจะเอาทุน deadline เลยมาแล้วนะ ถ้ายังสนใจอยู่ ตอบกลับมาละ”
  • เงียบ ไม่ตอบกลับ

จนมาสะดุดที่นึง

  • “อืมมม ความสนใจของเราทั้งคู่ดูเข้ากันได้เลยนั้น ทั้งงานที่คุณอยากทำ และ ผลงานเก่าๆที่คุณทำ ทางฝั่งมหาลัยมีทุนให้คุณสมัคร 2 ทุนนะ คุณต้องสมัครทุนเหล่านี้ดูนะ”

เอ๊ะ คือเขารับเราแล้วหรอ? จนเราไปอ่านเอกสารทุนทั้งหมด จึงได้ข้อสรุปที่ว่า หนึ่งในเอกสารที่ต้องส่ง คือผลการตอบรับ accept offer เข้าเรียนมหาลัย งั้นแปลว่า เขารับเราแล้วสิ แค่ถ้าไม่ได้ทุนก็ไม่ต้องไปเรียนก็ได้

และใช่ครับที่นั้นคือที่ Durham University ที่อาจารย์มะนาวเป็นคนจิ้มชื่อมาให้

“ดวง” ไหมละ - ผมคิดในใจ

เริ่มต้นหาทุน

ในส่วนของทุน ที่ Durham University อาจารย์ที่ปรึกษา(โทมัส) ส่งมามีด้วยกัน 2 ทุน

  • Durham Doctoral Studentships
  • EPSRC DTP Studentships

เอกสารที่ใช้คือ Proposal และ Accepted offer จากมหาลัย(เราต้องยื่น Appication กับมหาลัยแล้วอาจารย์ไปกดว่ารับเราเข้าเรียน) แน่นอนว่า เอกสารที่ใช้ยื่น application ก็คล้ายๆกัน IELTS score(แบบ UKVI), SoP, Letter of Recommendation และ บางทุนอาจจะมี required documents เพิ่มเติม

ปัญหาหลักคือ เราไม่ได้เขียน proposal เอาไว้ เราเลยต้องร่างเพิ่ม โดยมีอาจารย์มะนาวช่วยดู และ เสริมให้ว่าควรเพิ่มอะไรบ้าง ในส่วนนี้เองทำให้เราเห็นภาพการทำวิจัยมากยิ่งขึ้น เพราะ เราจำเป็นต้องคิดและเขียน Research Questions รวมไปถึงพยายามหาแนวทางในการแก้ปัญหาที่ตอบคำถามเหล่านั้น ส่วนอาจารย์โทมัส ก็ใจดีมาก บอกว่าให้ร่างมา เดี๋ยวเขาช่วยปรับคำให้ และ แต่งเติมให้ด้วย

สรุปผลลัพธ์

จนถึงตอนนี้หลายๆมหาลัยในอเมริกาของผมก็ทยอย “ปฎิเสธ” มาเกือบทุกมหาลัยแล้ว มีบางมหาลัยที่เราสามารถติ้กได้ว่า หากเขาไม่สามารถรับเราในตำแหน่ง นักเรียนปริญญาเอก สามารถให้เขานำเอกสารชุดเดิมไปดูว่า สามารถรับเข้าเรียนปริญญาโท ได้ไหม ซึ่งผมได้ offer ที่หนึ่งแต่ในระดับปริญญาโท

«««< HEAD และ ผมพึ่งได้รับทุน EPSRC DTP Studentships เมื่อวันที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยเป็นทุนให้ป่าว ไม่ต้องใช้เงินคืน เพียงแต่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจนคือจะจ่ายทุนให้ ระยะเวลา 3 ปี 6 เดือน ซึ่งมีเงื่อนไขในการให้ทุนอยู่ โดยเท่าที่อ่านมา เขามองเหมือนเราไปทำงานให้กับเขา เป็นพนักงานให้เขา ======= ด้วยส่วนตัว ผมพึ่งได้รับ official offer จากทุน EPSRC DTP Studentships เมื่อวันที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยเป็นทุนให้เปล่า ไม่ต้องใช้เงินคืน เพียงแต่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจนคือจะจ่ายทุนให้ ระยะเวลา 3 ปี 6 เดือน ซึ่งมีเงื่อนไขในการให้ทุนอยู่ ซึ่งเท่าที่อ่าน เขามองเหมือนเราไปทำงานให้กับเขา เป็นพนักงานให้เขา

new-blog

หอพักนักเรียน ที่ใครก็ใฝ่ฝัน

ใช่ครับ ความขึ้นชื่อ ของ Durham University ที่หลายๆคน(อาจจะ)รู้ อยู่แล้ว นั้นคือ เป็นสถานที่ถ่ายทำ Harry Potter หลายๆคนฝันที่จะอยากไปพักในสถานที่เหล่านั้น (University College) แต่ไม่ใช่สำหรับผม 55555555

ผมชอบที่นอนที่ทันสมัยหน่อย และ อยากได้ห้องน้ำส่วนตัว ต้องบอกก่อนว่า แต่ละหอพักนั้น มีหลายแบบ หลายประเภท ตั้งแต่

  • แชร์ทั้งห้องน้ำ และ ห้องครัว (Single Room Shared Ensuite with Kitchenette)
  • แชร์แค่ห้องครัว (Ensuite Room)
  • ห้องส่วนตัว (studio)

โดยมากจะเป็นห้องนอนส่วนตัว แต่แชร์ส่วนกลางร่วมกัน แถมยังมี option ให้เลือกอีกว่า จะทานอาหารโรงอาหารไหม หรือ จะทำเอง เขาจะมี email มาให้เรียงลำดับหอพักที่ชอบ และ ประเภทห้องที่ต้องการ

ในส่วนนี้ ผมพึ่งสมัคร college ไป และจะประกาศผลเดือน ก.ค. ไม่รู้ว่าจะได้รึป่าว ถ้าไม่ได้ก็คงต้องหาห้องเช่าด้านนอกอยู่ ซึ่งอาจารย์โทมัสก็ได้แนะนำเด็กปเอกให้รู้จัก ซึ่งเขายินดีตอบเรื่องเว็บในการหาห้องพักด้านนอก หรือ ให้คำแนะนำว่าควรอยู่บริเวณไหน ตรงไหนมีอะไรบ้าง

หากคุณอ่านมาจนถึงจุดนี้แล้วมีคำถามที่อยากถาม(ยินดีตอบ เท่าที่ตอบได้) ติดต่อมาได้ที่ email ที่ให้ไว้ใน About ได้เลยนะครับ หรือ หากอยากแนะนำอะไรก็ยินดีครับ

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ ผมพึ่งหัดเขียน blog ครั้งแรก อาจจะลำดับเหตุการณ์ไม่ดี หรือ เล่าอะไรได้ไม่ลื่นไหลนัก จะพยายามฝึกฝนให้มากขึ้นครับ

ขอให้สนุกไปกับเรื่องเล่าในถ้ำแห่งนี้ :D